ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม

การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก (Total Hip Replacement)

เมื่อคนไข้เริ่มตัดสินใจที่จะผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก ข้อมูลนี้จะช่วยให้คนไข้เข้าใจถึงข้อดีและข้อจำกัดของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม สาเหตุของการปวดสะโพก ผลที่คาดว่าจะได้รับจากการผ่าตัดสะโพก
รวมถึง การออกกำลังกายและกิจกรรมที่จะช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงให้สามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ปกติเร็วที่สุด
ถ้าสะโพกคุณเสียหายเพราะข้อเสื่อม กระดูกหัก หรือสภาวะอื่นๆ กิจกรรมทั่วๆไปอย่างเช่น เดิน หรือ ลุกนั่งเก้าอี้อาจจะทำให้คนไข้ปวดและทรมาน สะโพกอาจจะยึดและอาจจะทำให้ใส่รองเท้า ถุงเท้าลำบาก และแม้แต่อยู่เฉยๆก็ปวด
ถ้าหากคนไข้ได้ทานยา เปลี่ยนกิจกรรมในชีวิตประจำวันแล้ว และใช้ไม้เท้าค้ำยันแล้วไม่ช่วยให้อาการดีขึ้น คนไข้อาจได้รับพิจารณาให้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดีที่จะช่วยลดความเจ็บปวด เพิ่มการเคลื่อนไหว และช่วยให้คนไข้กลับไปมีความสุขกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ตามปกติ

โครงสร้าง

สะโพกคือข้อต่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายข้อหนึ่ง เป็นลักษณะ Ball-and-socket เบ้าของสะโพกคือกระดูก Acetabulum ซึ่งเป็นกระดูกเชิงกรานที่ใหญ่ หัวกระดูกที่เข้าในเบ้านี้คือ Femoral Head ซึ่งอยู่ปลายด้านบนสุดของกระดูก Femur (ต้นขา)
ผิวของกระดูกทั้งสองส่วนปกคลุมด้วยกระดูกอ่อน เป็นเนื้อเยื่อที่เป็นเหมือนหมอนรับแรงกระแทกระหว่างข้อและช่วยให้ข้อหมุนได้ง่าย
เนื้อเยื่อบางๆที่เราเรียกว่า Synovial membraneจะห่อหุ้มรอบๆข้อสะโพก ในคนที่สะโพกแข็งแรงปกติ เนื้อเยื่อนี้จะมีน้ำหล่อเลี้ยงที่กระดูกอ่อน และช่วยลดการเสียดสีเวลาขยับสะโพก
แถบของเนื้อเยื่อที่เรียกว่า Ligaments (The hip capsule) เชื่อมหัวสะโพกและเบ้าให้สอดรับกันอย่างมั่นคง
 A00392F01

สาเหตุทั่วๆไปจากการปวดกระดูกสะโพก

สาเหตุส่วนใหญ่ของการปวดสะโพกเรื้อรังและใช้งานไม่ได้คือข้อสะโพกเสื่อม สาเหตุที่ก่อให้เกิดข้อเสื่อมส่วนใหญ่มาจาก กระดูกเสื่อม ข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้ออักเสบจากการบาดเจ็บ
  • Osteoarthritis เป็นข้อเสื่อมที่เกิดจาก การเสื่อมตามอายุ โดยปกติจะเกิดในคนอายุ 50 ปีขึ้นไป และมักจะมีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคข้อเสื่อม กระดูกอ่อนที่เป็นเหมือนหมอนรองรับแรงกระแทกของกระดูกสะโพกเสื่อมลงทำให้กระดูกข้อต่อเสียดสีกันจึงทำให้เกิดสะโพกยึดและปวดสะโพก ข้อเสื่อมอาจมีสาเหตุมาจากการเจริญเติบโตของสะโพกที่ผิดปกติตั้งแต่วัยเด็กด้วย
  • Rheumatoid arthritis เป็นโรคทางระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้ Synovial membrane เกิดการอักเสบและหนาตัว การอักเสบเรื้อรังจะทำลายกระดูกอ่อนและทำให้ปวดและข้อยึด โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์เป็นโรคหลักในกลุ่มที่เรียกว่า Inflammatory arthritis
  • Post-traumatic arthritis อาจตามมาด้วยสะโพกบาดเจ็บหรือสะโพกหัก กระดูกอ่อนอาจจะถูกทำลายและทำให้ปสดสะโพกและข้อยึดในเวลาต่อมา
  • Avascular necrosis สะโพกบาดเจ็บจากการที่สะโพกเคลื่อนหรือสะโพกหักอาจทำให้เลือดที่มาเลี้ยงบริเวณหัวกระดูกสะโพกไม่เพียงพอ จึงเรียกว่า Avascular necrosis เมื่อขาดเลือดมาเลี้ยงอาจทำให้เซล์ผิวกระดูกตาย และตามมาด้วยข้อเสื่อม โรคอื่นๆบางโรคก็สามารถก่อให้เกิด Avasculat Necrosis ได้
  • Childhood hip disease ทารกและเด็กบางคนมีปัญหาเรื่องสะโพก ถึงแม้ว่าจะได้รับการรักษาอย่างเรียบร้อยในวัยเด็ก แต่ก็อาจจะเกิดข้อเสื่อมได้ในอนาคต เพราะสะโพกอาจจะไม่เติบโตตามปกติ และผิวข้อก็ได้รับผลกระทบ

คำอธิบาย

ในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม วัสดุข้อเทียมที่ใส่เข้าไปจะไปแทนที่กระดูกที่เสื่อมและกระดูกอ่อนที่ผิวข้อ
  • หัวกระดูกสะโพกที่เสียหายจะถูกเอาออกและแทนที่ด้วยก้านโลหะซึ่งนำไปวางตรงกลางเบ้าของข้อสะโพก ซึ่งมีทั้งแบบ Cemented หรือ press fit
  • โลหะหรือ Ceramic ball ที่อยู่ตรงส่วนปลายด้านบนของ ก้านโลหะ จะถูกวางแทนในส่วนของหัวกระดูกสะโพกที่เอาออกไป
  • ผิวกระดูกอ่อนของเบ้า (Acetabulum) จะถูกแทนที่ด้วย เบ้าโลหะ บางครั้งอาจต้องใช้ Screw หรือ Cement เพื่อยึดเบ้านี้
  • พลาสติก เซรามิค หรือ Metal spacer จะใส่อยู่ระหว่างหัวสะโพกอันใหม่กับเบ้าเพื่อให้ผิวข้อลื่น หมุนได้สะดวก

ถึงเวลาผ่าตัดสะโพกหรือยัง ?

การตัดสินใจผ่าตัดมาจากการร่วมตัดสินใจจากคนไข้ ครอบครัว อายุรแพทย์ และศัลยแพทย์ โดยมีศัลยแพทย์เป็นผู้เริ่มประเมิน
คนไข้ที่เหมาะสมในการรับผ่าตัด
ไม่มีอายุหรือน้ำหนักตัวที่เป็นข้อห้ามในการผ่าตัดนี้ แต่ดูจากความเจ็บปวดและความลำบากในการใช้งานสะโพกของคนไข้ โดยไม่คำนึงถึงอายุ
คนไข้ส่วนใหญ่ที่รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมจะอายุประมาณ 50-80ปี แต่แพทย์ก็จะประเมินเป็นรายๆไป
โดยทุกอายุสามารถได้รับผลการผ่าตัดที่ดีเหมือนกันหมด ตั้งแต่วัยรุ่นที่เป็นข้อเสื่อมในช่วงอายุน้อยจนไปถึงสูงอายุที่ข้อเสื่อมตามวัย
เมื่อไหร่ที่สมควรผ่าตัด
คนไข้ที่หลังผ่าตัดแล้วได้ผลดีจะมีปัญหาก่อนผ่าดังนี้
  • ปวดสะโพกจนทำกิจกรรมในชีวิตประจำไม่ได้ เช่น เดิน หรือ งอเข่า
  • ปวดสะโพกต่อเนื่องแม้จะพักอยุ่เฉยๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน
  • ข้อสะโพกยึดทำให้ขยับ ยกขาได้น้อยลง
  • ทานยาต้านการอักเสบ กายภาพ และใช้อุปกรณ์ค้ำยันแล้วไม่ได้ผล

การประเมินทางแพทย์กระดูกและข้อ

แพทย์จะประเมินการรักษาด้วยหลายองค์ประกอบ
  • ประวัติการรักษา ศัลยแพทย์กระดูกจะรวบรวมข้อมูลสุขภาพทั่วไป ถามถึงความเจ็บปวดสะโพกและ กิจกรรมในชีวิตประจำวันที่มีผลกระทบ
  • ตรวจร่างกาย แพทย์จะประเมินดูการเคลื่อนไหว ความแข็งแรง และแนวของกระดูกสะโพก
  • X-rays จะช่วยบ่งชี้ความเสียหายและการผิดรูปของกระดูก
  • การตรวจอื่นๆ เช่น MRI อาจจะต้องทำเพื่อดูสภาพกระดูกและเนื้อเยื่อรอบๆสะโพก
 A00377F04

เมื่อคนไข้ตัดสินใจรับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก

ปรึกษาแพทย์ผ่าตัดของคนไข้ ว่าการผ่าตัดนี้เป็นวิธีที่เหมาะที่สุดที่จะช่วยลดปวดและทำให้การขยับใช้งานดีขึ้นสำหรับคนไข้รายนี้หรือไม่ อาจจะพิจารณาทางเลือกอื่นๆเช่น ทานยา กายภาพ หรือผ่าตัดแบบอื่นๆร่วมด้วย
และแพทย์จะอธิบายถึงความเสี่ยงและอาการแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ทั้งในช่วงที่ผ่าตัดและหลังผ่าตัดไปแล้วในระยะเวลาต่อๆไปด้วย
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
สิ่งที่ทำได้และสิ่งที่ไม่ควรทำหลังผ่าตัดเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่คนไข้จะต้องเข้าใจ คนไข้ส่วนใหญ่หลังผ่าตัดแล้วจะมีการปวดสะโพกลดลงอย่างมาก และสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติอย่างมีความสุข
โดยกิจกรรมปกติที่ทำอยู่ ทำให้วัสดุที่อยู่ระหว่างหัวกระดูกและเบ้าค่อยๆเสื่อมอยุ่แล้ว หากคนไข้ทำกิจกรรมต่างๆมากเกินไปหรือน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นอาจทำให้การเสื่อมตามอายุเกิดเร็วมากยิ่งขึ้น และทำให้ข้อสะโพกเทียมหลวมและอาจเจ็บขึ้นได้
ดังนั้น คนไข้จะได้รับคำแนะนำให้เลี่ยงกิจกรรมที่เกิด High Impact เช่น วิ่ง จ๊อกกิ้ง กระโดด หรือกีฬาอื่นๆที่กระแทก
แต่สามารถทำกิจกรรม Low impact ได้อย่างเช่น เดิน ว่ายน้ำ ตีกอล์ฟ ขับรถ ปีนเขา ขี่จักรยาน เต้น
หากปรับกิจกรรมที่ทำให้เลี่ยงการกระแทก ก้จะทำให้วัสดุทนทานไปอีกนานหลายปี

เตรียมตัวสำหรับการผ่าตัด

การตรวจสุขภาพ
เมื่อคนไข้ตัดสินใจรับการรักษาผ่าตัด ศัลยแพทย์จะนัดให้คนไข้ไปตรวจร่างกายให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้ร่างกายแข็งแรงพอและพร้อมที่จะรับการผ่าตัดจนฟื้นตัวได้อย่างดี คนไข้หลายคนที่มีโรคประจำตัวอย่างโรคหัวใจ อาจจะต้องให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างหมอหัวใจตรวจร่างกายให้ด้วย
ผลตรวจ
คนไข้ต้องทำการตรวจหลายอย่าง เช่น เจาะเลือด ตรวจปัสสาวะ ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และเอกซเรย์ปอด
ดูแลผิวก่อนผ่าตัด
ที่บริเวณผิวหนังไม่ควรมีแผลติดเชื้อใดๆหรือมีการระคายเคืองก่อนผ่าตัด ถ้ามีให้แจ้งแพทย์เพื่อรักษาผิวหนังให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด
บริจาคเลือด
คนไข้อาจต้องบริจาคตัวเองก่อนการผ่าตัด เพื่อเก็บไว้ใช้หลังผ่าตัด
ยาที่ทานอยู่
แจ้งศัลยแพทย์ให้ทราบถึงยาที่คนไข้ทานอยู่ รวมถึงอายุรแพทย์ที่ตรวจร่างกายด้วย และแพทย์จะแนะนำคนไข้ว่ายานี้มีผลต่อการผ่าตัด ให้หยุดหรือทานต่อเมื่อใด
ลดน้ำหนัก
หากคนไข้น้ำหนักตัวมาก แพทย์อาจจะขอให้คนไข้ลดน้ำหนักก่อนการผ่าตัดเพื่อลดแรงกดจากน้ำหนักตัวมายังสะโพกและลดความเสี่ยงในการผ่าตัดด้วย
ตรวจฟัน
ถึงแม้ว่าการติดเชื้อจากการผ่าตัดสะโพกจะพบได้ไม่บ่อย การติดเชื้อสามารถเกิดขึ้นได้หากเชื้อแบคทีเรียเข้าไปสู่ระบบกระแสเลือด ดังนั้นการทำฟันใหญ่ๆควรจะทำก่อนที่จะผ่าตัดให้เรียบร้อย การทำฟันหลังผ่าตัดควรห่างไปอีกหลายสัปดาห์
ตรวจปัสสาวะ
คนไข้ที่มีประวัติติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือเพิ่งเป็นเร็วๆนี้ควรจะพบแพทย์ทางเดินปัสสาวะเพื่อตรวจให้แน่ใจว่าสามารถผ่าตัดได้ก่อนผ่าตัด ชายสูงอายุที่มีโรคทางต่อมลูกหมากควรรับการรักษาให้เรียบร้อยก่อนผ่าตัด
วางแผนการใช้ชีวิต
ถึงแม้คนไข้จะสามารถกลับไปเดินด้วยไม้ค้ำยันหรือWalkerหลังผ่าตัดได้เร็ว แต่ก็ควรมีคนช่วยดูแลในช่วงสัปดาห์แรกๆ เช่น ทำอาหาร ไปซื้อของ อาบน้ำ และซักผ้า ถ้าหากคนไข้อยู่บ้านคนเดียว คนไข้สามารถจ้างหรือหาคนมาช่วยดูแลในช่วงแรกของการฟื้นฟู
การจัดระเบียบบ้าน
  • มีราวจับที่มั่นคงในห้องน้ำ
  • มีราวบันไดที่มั่นคงตลอดทาง
  • เก้าอี้ที่นั่งสบาย มั่นคง มีที่วางเท้าให้สามารถยกขาให้สูงได้ มีพนักพิง มีที่วางแขน
  • มีเก้าอี้ไว้นั่งขณะอาบน้ำ
  • มีตัวช่วยใส่หรือถอด รองเท้า ถุงเท้าเพื่อไม่ให้สะโพกต้องอมากเกินไป
  • ตัวช่วยเอื้อมหยิบสิ่งของต่างๆที่ทำให้คนไข้ไม่ต้องงอสะโพกมากเกินไป
  • เอาพรมที่อาจทำให้ลื่นและสายไฟที่วางระเกะระกะออกจากพื้นที่ทางเดินในบ้าน

การผ่าตัด

การใช้ยาชา ยาสลบ
หลังเข้า admit ที่โรงพยาบาล แพทย์วิสัญญีจะมาประเมินคนไข้ว่าวีธีใดที่เหมาะกับคนไข้ที่สุด โดยวิธีทั่วไปๆของการใช้ยาชา มี 2 วิธีคือ ดมยาให้หลับและบล๊อคหลังหรือบล๊อคเส้นประสาทเฉพาะที่ (คนไข้จะชาตั้งแต่เอวลงไปแต่ยังตื่นอยู่)
 
วัสดุผิวข้อสะโพกเทียม
ข้อสะโพกเทียมมีหลายแบบหลายรุ่น แตกต่างกันออกไป แต่ทั้งหมดจะประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆคือ ส่วนหัวสะโพก ( ทำจากโลหะ หรือ เซรามิค ) และส่วนเบ้า (ทำจากพลาสติกที่แข็งแรง เซรามิค หรือโลหะ ซึ่งอาจจะมีโลหะครบอีกที)
ศัลยแพทย์จะเลือกวัสดุที่เหมาะกับคนไข้ที่สุด
 OLYMPUS DIGITAL CAMERA OLYMPUS DIGITAL CAMERA
ขั้นตอนผ่าตัด
ระยะเวลาผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง ศัลยแพทย์จะตัดกระดูกอ่อนและกระดูกส่วนที่เสียหายและใส่วัสดุข้อสะโพกเทียมเข้าไปแทนตามแนวกระดูกและโครงสร้างของสะโพก
A00377F08
หลังผ่าตัด คนไข้จะย้ายไปพักฟื้นเฝ้าดูอาการหลังผ่าตัดที่ห้องพักฟื้นประมาณ 4-6 ชั่วโมง หลังจากคนไข้ตื่นแล้วก็จะย้ายไปที่ห้องพักของคนไข้

การพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล

คนไข้จะได้นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลประมาณ 2-3 วัน อาจจะมีหมอนโฟมวางไว้ตรงระหว่างขาหรือมีเฝือกเพื่อป้องกันการขยับสะโพกในช่วงแรกๆ
ควบคุมความเจ็บปวด
หลังการผ่าตัด คนไข้จะรู้สึกเจ็บบ้างแต่แพทย์จะให้ยาบรรเทาอาการปวดไว้ทาน ซึ่งจะช่วยให้การฟื้นตัวดีมากขึ้นและเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะหลังผ่าตัดเมื่อคนไข้เจ็บน้อยลง ก็จะเริ่มขยับได้เร็วขึ้น ทำให้ความแข็งแรงกลับมาเร็วมากขึ้นด้วย ถ้าคนไข้มีปัญหาเรื่องความเจ็บก็สามารถแจ้งให้แพทย์ทราบได้
กายภาพบำบัด
การเดินและทำกิจกรมเบาๆเป็นสิ่งที่สำคัญมากในช่วงฟื้นตัวและจะให้เริ่มขยับในวันที่ผ่าตัดหรือวันแรกหลังผ่าตัด ส่วนใหญ่เริ่มที่จะเดินด้วยอุปกรณ์ช่วยค้ำยันโดยมีนักกายภาพดูแลในช่วงวันแรกๆหลังผ่าตัด นักกายภาพจะสอนท่าออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้สะโพกและกลับไปฟื้นตัวขยับเพื่อเดินและทำกิจกรรมอื่นๆในชีวิตประจำวันได้
ป้องกันปอดบวม
คนไข้อาจจะหายใจตื้นในช่วงแรกหลังผ่าตัดได้ ซึ่งเป็นผลมาจาก ผลข้างเคียงของยาชายาสลบ ยาแก้ปวด และจากการนอนบนเตียงนานๆ ซึ่งการหายใจตื้นๆจะทำให้ปอดหยุดทำงานบางส่วนและอาจเป็นปอดบวมได้ง่าย โดยคนไข้ต้องหมั่นหายใจลึกๆบ่อยๆเพื่อป้องกัน พยาบาลอาจให้เครื่องช่วยหายใจง่ายๆที่เรียกว่า Spirometer  เพื่อกระตุ้นให้คนไข้หายใจลึกขึ้น
การฟื้นตัว
ความสำเร็จของการผ่าตัดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวตามแพทย์สั่งของคนไข้เป็นหลัก รวมไปถึงการปฏิบัติขณะกลับไปพักฟื้นที่บ้านหลังผ่าตัดช่วงอาทิตย์แรก
การดูแลแผลผ่าตัด
คนไข้อาจจะมีไหมเย็บแผลที่ผิวหนัง ซึ่งจะเอาออกประมาณ2อาทิตย์หลังผ่าตัด
พยายามเลี่ยงไม่ให้แผลเปียกจนกว่าแผลจะติดกันจนแห้งสนิท คนไข้อาจจะให้ผ้าผิดแผลเพื่อปกกันแผลระคายเคืองจากเสื้อผ้า
อาหารที่ควรทาน
ช่วงสัปดาห์แรกๆหลังผ่าตัดอาจอยากอาหารลดลง ควรทานอาหารให้ครบทุกหมู่และทานอาหารเสริมธาตุเหล็กซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เนื้อเยื่อที่ปผลสมานติดกันได้ดีและกล้ามเนื้อแข็งแรง และดื่มน้ำมากๆ
กิจกรรมที่สามารถทำได้
ในช่วงอาทิตย์แรกหลังผ่าตัด คนไข้ควรที่จะสามารถกลับไปทำกิจกรรมเบาๆส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันได้ในช่วง 3-6 สัปดาห์หลังผ่าตัด บางกิจกรรมในตอนกลางคืนอาจจะต้องใช้เวลาอักหลายสัปดาห์
โปรแกรมกิจกรรมที่คนไข้ทำได้มีดังนี้
  • ฝึกเดินเรื่อยๆ เพื่อเพิ่งการขยับอย่างช้า เริ่มจากในบ้านก่อนแล้วค่อยๆออกไปนอกบ้าน
  • กลับไปทำกิจกรรมในบ้านได้ตามปกติเช่น นั่ง ยืน ขึ้นบันได
  • ออกกำลังกายวันละหลายๆครั้งและฝึกให้สะโพกแข็งแรงขึ้นด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีคนช่วย แต่ในช่วงอาทิตย์แรกๆอาจจะทำที่แผนกกายภาพให้มีนักกายภาพช่วยบ้างในช่วงแรก

อาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้

อัตรการเกิดอาการแทรกซ้อนในการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมค่อนข้างต่ำ กรณีที่เสี่ยงอันตรายอย่างการติดเชื้อที่ข้อมีน้อยกว่า 2% ส่วนอาการแทรกซ้อนหลักๆเช่น หัวใจล้มเหลว หรือ Stroke ยิ่งเกิดขึ้นน้อยลงไปอีก อย่างไรก็ตาม โรคประจำตัวอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการแทรกซ้อนได้ ถึงแม้จะพบได้ไม่บ่อย ถ้าเป็นก็จะทำให้การฟื้นตัวใช้เวลายืดออกไปอีก
การติดเชื้อ
การติดเชื้อจะเกิดบริเวณผิวๆรอบๆแผลหรือลึกลงไปในวัสดุเทียม อาจเกิดขณะอยู่โรงพยาบาลได้หรือหลังกลับบ้านไปแล้วได้ อาจเกิดหลังจากนั้นอีกหลายปีก็ได้
การติดเชื้อเล็กน้อยจากแผลรักษาโดยยาฆ่าเชื้อ ถ้าติดเชื้อลึกลงไปอาจต้องผ่าตัดและเอาวัสดุข้อสะโพกเทียมออกมา การติดเชื้อจากส่วนใดๆก็ตามในร่างกายสามารถจะแพร่ไปบริเวณที่ผ่าตัดเปลี่ยนข้อได้ ดังนั้นควรดูแลเรื่องความสะอาดตามร่างกาย ไม่ให้ติดเชื้อ
ลิ่มเลือดแข็งตัว
การเกิดลิ่มเลือดแข็งตัวในหลอดเลือดดำหรือเชิงกรานเป็นอาการแทรกซ้อนที่เกิดได้บ่อยๆที่สุดของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม ลิ่มเลือดเหล่านี้อันตรายถึงแก่ชีวิตหากหลุดไปในกระแสเลือดแล้วไปที่ปอด แพทย์จะมีโปรแกรมป้องกันซึ่งอาจจะมียาทาน อุปกรณ์ต่างๆที่ใส่บริเวณขา และให้กระดกข้อเท้าในช่วงแรกๆ
 A00389F08
ขายาวไม่เท่ากัน
หลังผ่าตัดเปลี่ยนสะโพกบางครั้งอาจจะทำให้คนไข้รู้สึกว่าขา2ข้างยาวไม่เท่ากัน แพทย์จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ขายาวเท่ากัน แต่อาจจะทำให้ยาวขึ้นหรือสั้นลงเล็กน้อยเพื่อทำให้มั่นคงที่สุดและได้ชีวกลศาสตร์ของสะโพกมากที่สุด คนไข้ยางคนรู้สึกสบายมากขึ้นเมื่อเสริมรองเท้าให้หนาขึ้นในขาข้างที่สั้นกว่า
สะโพกเคลื่อนหลุด
มีความเสี่ยงของหัวสะโพกหลุดออกจากเบ้าสูงในช่วงเดือนแรกๆของการผ่าตัดในขณะที่เนื้อเยื่อกำลังสมาน การเคลื่อนหลุดจะพบได้ไม่บ่อย ถ้าหัวสะโพกหลุดออกจากเบ้า การจัดให้เข้าที่จะทำให้มันกลับไปอยู่ที่เดิมได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่ถ้าสะโพกยังคงเคลื่อนหลุดอีก อาจจะต้องมีการผ่าตัดซ้ำอีกรอบ
 OLYMPUS DIGITAL CAMERA
สะโพกหลวมและเสื่อม
หลายปีผ่านไป สะโพกเทียมอาจจะสึกหรือหลวมได้จากการใช้งานทำกิจกรรมต่างๆทุกๆวัน สามารถเกิดจากกระดูกบางลงตามธรรมชาติที่เรียกว่า Osteolysis ถ้าเจ็บจากสะโพกหลวมอาจต้องทำการผ่าตัดรอบสองที่เรียกว่า Revision
อาการแทรกซ้อนอื่นๆ
เส้นประสาทและหลอดเลือดบาดเจ็บ เลือดบาดเจ็บ กระดูกหัก และข้อยึด สามารถเกิดขึ้นได้ คนไข้จำนวนน้อยที่อาจจะยังปวดต่อเนื่องหรือกลับมาเจ็บอีกหลังผ่าตัดไปแล้ว

การหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆหลังการผ่าตัด

สังเกตสัญญาณเตือนจากการเกิดลิ่มเลือด
ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างระมัดระวังเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในช่วงสัปดาห์แรกๆของการฟื้นตัว แพทย์อาจให้ทานยาสลายลิ่มเลือดต่อจากที่เริ่มทานตั้งแต่เข้าถึงรพ. และควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีถ้าคนไข้มีอาการดังต่อไปนี้
สัญญาณเตือนของการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน
  • ปวดน่องและขาซึ่งไม่เกี่ยวกับแผลผ่าตัด
  • ปวดหรือแดงร้อนที่น่อง
  • บวมบริเวณต้นขา น่อง ข้อเท้า เท้า
สัญญาณเตือนของลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด
  • หายใจถี่แบบเฉียบพลัน
  • เริ่มปวดหน้าอกเฉียบพลัน
  • ปวดหน้าอกพร้อมๆกับไอ
การป้องกันการติดเชื้อ
สาเหตุการติดเชื้อที่พบได้บ่อยของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกมาจากแบคทีเรียจที่แพร่ในระบบเลือดจากการทำฟัน ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะหรือติดเชื้อผิวหนัง
คนไข้อาจต้องทานยาฆ่าเชื้อก่อนทำฟัน รวมไปถึงก่อนผ่าตัดใดๆก็ตามที่ทำให้เชื้อแบคทีเรียเข้าสู่กระแสเลือดได้
สัญญาณเตือนการติดเชื้อ รีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันทีถ้ามีอาการดังต่อไปนี้
  • เป็นไข้ (สูงกว่า 37.8 องศาเซลเซียส)
  • หนาวสั่น
  • ปวด บวม แดง ร้อน เพิ่มมากขึ้นรอบแผลสะโพก
  • แผลของเหลวซึมออกมา
  • ปวดสะโพกมากขึ้นทั้งขณะพักและทำกิจกรรม
หลีกเลี่ยงการลื่นหกล้ม
หากล้มในช่วงอาทิตย์แรกหลังผ่าตัดอาจมีผลทำให้ต้องผ่าตัดใหม่ซ้ำอีก ไม่แนะนำให้ขึ้นบันไดจนกว่าสะโพกจะแข็งแรงและขยับได้ คนไข้ควรใช้ไม้เท้า ไม้ค้ำยัน ไม้เท้าสี่ขา หรือราวจับ หรือมีคนช่วยประคอง จนกว่าคนไข้จะทรงตัวดีขึ้น และแข็งแรงมากขึ้น
ศัลยแพทย์และนักกายภาพจะช่วยเลือกว่าอุปกรณ์ช่วยใดที่จำเป็นต้องใช้หลังผ่าตัด และเมื่อไหร่ที่ไม่ต้องใช้อย่างปลอดภัย
คำเตือนอื่นๆ
เพื่อป้องกันข้อสะโพกเทียมเคลื่อนหลุดและฟื้นตัวได้ดี ในช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังผ่าตัดต้องระวังดังนี้
  • ห้ามไขว่ห้าง
  • ห้ามงอสะโพกมากกว่า 90 องศา
  • อย่าบิดเท้าเข้ามาหรือแบะออกมากเกินไป
  • ใช้หมอนข้างกั้นระหว่างขาตอนนอนจนกว่าแพทย์จะสั่งให้เอาออกได้
ศัลยแพทย์ของคุณจะให้คำแนะนำต่างๆเพิ่มเติมก่อนออกจากโรงพยาบาล

ผลที่ควรจะได้รับ

หลังผ่าข้อสะโพกใหม่แตกต่างจากเดิมอย่างไร
คนไข้อาจจะรู้สึกชาใต้ผิวหนังรอบๆแผล อาจจะรู้สึกข้อยึดบ้างโดยเฉพาะเมื่องอมากเกินไป ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆลดลงเรื่อยๆ และจะรู้สึกดีขึ้นมากจากการที่ปวดลดลงและใช้งานได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับก่อนผ่าตัด
ข้อสะโพกเทียมอาจจะกระตุ้นสัญญาณตรวจโลหะในเครื่องตรวจโลหะเพื่อความปลอดภัยที่สนามบินและทางเข้าตึก แจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบว่าคนไข้ได้ทำการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียม หรือนำเอกสารไปยืนยัน เช่นใบรับรองแพทย์
ป้องกันและดูแลข้อสะโพกเทียม
มีหลายสิ่งที่จะช่วยป้องกันให้ข้อสะโพกเทียมมีอายุการใช้งานที่นานขึ้น
  • ออกกำลังกาบเบาๆตามโปรแกรมเพื่อจะรักษาความแข็งแรงและการเคลื่อนไหวสะโพก
  • ระมัดระวังเรื่องการหกล้มและบาดเจ็บเป็นพิเศษ ถ้ากระดูกขาหัก อาจจะต้องทำการผ่าตัดเพิ่มอีก
  • แจ้งให้ทันตแพทย์ทราบว่าคนไข้ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกเทียมมา และอาจต้องทานยาฆ่าเชื้อก่อนทำฟัน
  • พบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการหลังผ่าตัดเป้นประจำ เพื่อตรวจร่างกาย และX-rays เช็คดูความเรียบร้อยของข้อสะโพกเทียม

Comments

comments

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>